โรงเรียนปลอดบุหรี่ ลดนักสูบหน้าใหม่ได้จริง

เครือข่ายครูเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ แถลงข่าวผลประเมินโรงเรียนปลอดบุหรี่ ป้องกันนักสูบหน้าใหม่ได้จริง ครูอนงค์ พัวตระกูล คณะกรรมการบริหารเครือข่ายครูเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ ได้นำทีมประเมินทำการวิจัยประเมินผลโครงการโรงเรียนปลอดบุหรี่ โดยใช้รูปแบบประเมิน CIPP Model ครอบคลุม 4 ด้านคือ ด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลลัพธ์

โดยเปรียบเทียบโรงเรียนในเครือข่ายโรงเรียน จำนวน 2 แห่ง กับโรงเรียนที่ไม่ได้เป็นเครือข่ายโรงเรียนปลอดบุหรี่ ที่มีบริบทใกล้เคียงกัน 2 แห่ง จากการประเมิน พบว่า การดำเนินงานโรงเรียนของโรงเรียนในเครือข่ายโรงเรียนปลอดบุหรี่ ได้ผลดีกว่าโรงเรียนที่ไม่ได้เป็นเครือข่ายโรงเรียนปลอดบุหรี่ในทุกด้านอย่างชัดเจน วัดได้ด้วยเครื่องมือทางสถิติ ทั้งในภาพรวม 4 ด้าน และเมื่อแยกวิเคราะห์แต่ละด้าน ด้านบริบท พบว่า โรงเรียนในเครือข่ายฯ มีคนสูบบุหรี่ในบริเวณโรงเรียน น้อยกว่าในโรงเรียนที่ไม่ได้เป็นเครือข่ายฯ (ทั้งผู้บริหาร ครู นักเรียน และบุคคลภายนอกที่เข้ามาในบริเวณโรงเรียน) ด้านปัจจัยนำเข้า พบว่า โรงเรียนในเครือข่ายฯ มีผู้รับผิดชอบงานด้านบุหรี่โดยตรง มีการจัดสถานที่ให้ปลอดบุหรี่ มีครูที่ ดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด และส่งเสริมให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการทำให้โรงเรียนปลอดบุหรี่ ซึ่งทำให้นักเรียนเห็นความสำคัญของพิษภัยบุหรี่และมีทักษะในการปฏิบัติตนให้ห่างไกลบุหรี่ มากกว่าโรงเรียนที่ไม่ได้เป็นเครือข่าย ด้านกระบวนการ พบว่า โรงเรียนในเครือข่ายฯ มีการดำเนินงานเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ได้ชัดเจนเป็นรูปธรรมมากกว่า โรงเรียนที่ไม่ได้เป็นเครือข่ายฯ ด้านผลลัพธ์ พบว่า โรงเรียนในเครือข่ายฯ นักเรียนมีความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับบุหรี่ ทัศนคติต่อการสูบบุหรี่ที่เหมาะสม มีค่านิยมไม่สูบบุหรี่ และมีความตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่สูบบุหรี่เพราะเห็นว่าสังคมไม่ยอมรับ ส่วนเรื่องมโนทัศน์ พบว่า นักเรียนในโรงเรียนเครือข่ายฯ มีความเห็นว่าการติดบุหรี่ทำให้เสียการเรียนและเสียอนาคตมากกว่านักเรียนในโรงเรียนที่ไม่ได้เป็นเครือข่ายฯ อายุเฉลี่ยของนักเรียนที่เริ่มสูบบุหรี่มวนแรกของโรงเรียนในเครือข่ายโรงเรียนปลอดบุหรี่มากกว่าอายุเฉลี่ยของนักเรียนในโรงเรียนที่ไม่ได้เป็นเครือข่ายโรงเรียนปลอดบุหรี่ และพบว่า พฤติกรรมการสูบบุหรี่ของลูกมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของพ่อแม่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth

Post navigation